กติกาเซปักตะกร้อแบบละเอียด (ตอนที่ 1 )

กติกาเซปักตะกร้อแบบละเอียด (ตอนที่ 1 )


   กติกาเซปักตะกร้อแบบละเอียด (ตอนที่ 1 )
เซปัคตะกร้อเป็นกีฬาตะกร้อที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากตะกร้อประเภทนี้ชาวไทยนิยมเล่นกันมาก และเล่นกันมานาน จึงคุ้นเคยกับเซปัคตะกร้อมากกว่าตะกร้อประเภทอื่นๆ เพราะฉะนั้นจะขอเริ่มจาก กติกาเซปัคตะกร้อ ซึ่งในที่นี้เป็นกติกาเซปักตะกร้อของสมาพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF)
ข้อ 1. สนามแข่งขัน (THE  COURT)
          1.1  สนาม พื้นที่ของสนามมีความยาว 13.40 เมตร และกว้าง 6.10 เมตรจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใด ๆ วัดจากพื้นสนามสูงขึ้นไป 8 เมตร (พื้นสนามไม่ควรเป็นหญ้าหรือสนามทราย)
          1.2  เส้นสนาม ขนาดของเส้นสนามทุกเส้นที่เป็นขอบเขตของสนามต้องไม่กว้างกว่า  4  เซนติเมตรให้ตีเส้นจากขอบนอกเข้ามาในสนาม และถือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สนามแข่งขันด้วย เส้นเขตสนามทุกเส้นต้องห่างจากสิ่งกีดขวางอย่างน้อย 3 เมตร
          1.3   เส้นกลาง มีขนาดความกว้างของเส้น 2 เซนติเมตรโดยจะแบ่งพื้นที่ของสนามออกเป็นด้านซ้ายและขวาเท่า ๆ กัน
          1.4  เส้นเสี้ยววงกลม ที่มุมสนามของแต่ละด้านตรงเส้นกลาง ให้จุดศูนย์กลางอยู่ที่กึ่งกลางของเส้นกลาง ตัดกับเส้นขอบนอกของเส้นข้าง เขียนเส้นเสี้ยววงกลมทั้งสองด้าน รัศมี 90 เซนติเมตร ให้ตีเส้นขนาดความกว้าง 4 เซนติเมตร นอกเขตรัศมี 90 เซนติเมตร
         1.5   วงกลมเสิร์ฟ ให้มีรัศมี 30 เซนติเมตร โดยวัดจากขอบด้านนอกของเส้นหลังเข้าไปในสนามยาว 2.45 เมตร และวัดจากเส้นข้างเข้าไปในสนามยาว 3.05 เมตร ใช้ตรงจุดตัดจากเส้นหลัง และเส้นข้างเป็นจุดศูนย์กลาง  ให้เขียนเส้นวงกลมขนาดความกว้าง 4 เซนติเมตร นอกเขตรัศมี 30 เซนติเมตร
ข้อ 2. เสา (THE  POST)

ประวัติสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย

ประวัติสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย





    ประวัติสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย
     เมื่อปี พ.ศ. 2524 เนื่องจากทางคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์เห็นว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีประเภทกีฬาเกิดขึ้นและมีจำนวนมาก ทำให้ทางสมาคมกีฬาไทย ไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุผลนี้ ทางคณะกรรมการสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้มีมติและอนุมัติให้  พ.อ.(พิเศษ) เดชา   กุลบุตร (ยศในขณะนั้น) ขณะที่ท่านเป็นเลขาธิการสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการบริหารสมาคมกีฬาไทยกลุ่มหนึ่ง ไปก่อตั้งและขอจดทะเบียนตั้งสมาคมขึ้นมาอีก 1 สมาคม เพื่อบริหารกิจกรรมกีฬาตะกร้อโดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า “สมาคมตะกร้อ” โดยทำการยื่นขอจดทะเบียนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ในขณะที่กำลังดำเนินการจดทะเบียน ที่ประชุมได้มีมติให้ พ.อ.(พิเศษ) เดชา   กุลบุตร (ยศในขณะนั้น) รักษาการเป็นนายกสมาคมตะกร้อ โดยมีนายนพชัย   วุฒิกมลชัย ผู้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสมาคมฯ ต่อมาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2526      สมาคมได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสมาคม    ตามเลขที่อนุญาต    ที่ต.204/2526 เลขคำขอที่ 204/2526 วัตถุประสงค์ของสมาคมตะกร้อ มีดังนี้
1.      เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น
2.       เป็นการส่งเสริม และสนับสนุนกีฬาตะกร้อให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
3.       จัดการแข่งขันภายในประเทศ และนอกประเทศ
4.       เผยแพร่ให้เยาวชน สถาบันการศึกษา โรงเรียน และรัฐวิสาหกิจ ให้มีการแข่งขันมากขึ้น
5.       จัดให้มีการควบคุมให้อยู่ในขอบข่าย และจัดให้มีการแข่งขันในระดับต่างๆ มากยิ่งขึ้น
6.       ตั้งศูนย์อบรม เผยแพร่ให้แก่เยาวชน และประชาชนทั่วไป
7.       ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
   สำหรับที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่    ณ เลขที่ 179 ซอยเจริญพร ถนนประดิพัทธ์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร  ต่อมาเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2526 พ.อ.(พิเศษ) เดชา   กุลบุตร และคณะกรรมการบริหาร (ชุดรักษาการ) และสโมสรสมาชิกในขณะนั้น ได้มีการประชุมใหญ่สามัญ โดยมีวาระที่สำคัญคือให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่    เมื่อถึงวาระสำคัญ พ.อ.(พิเศษ) เดชา   กุลบุตร ท่านได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ท่านภูมิใจในการที่ได้ร่วมกันก่อตั้งสมาคมฯนี้ขึ้นมา แต่ขณะนี้ท่านได้ชรามากแล้ว จึงเห็นควรที่จะมอบหมายหรือเลือกตั้งบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนท่าน  และท่านได้เป็นผู้เสนอชื่อ พ.อ. จารึก   อารีราชการัณย์ (ยศในขณะนั้น) เป็นนายกสมาคมฯ ด้วยตัวท่านเอง ที่ประชุมไม่มีผู้ใดคัดค้านเห็นชอบตามเสนอ พ.อ. จารึก   อารีราชการัณย์ จึงได้รับตำแหน่งนายกสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงปัจจุบัน







ประวัติตะกร้อในประเทศไทย


   ประวัติตะกร้อในประเทศไทย
    ประวัติตะกร้อในประเทศไทย มีแนวคิดจากสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่จะปีใดไม่สามารถระบุให้ชัดเจนได้ ในที่นี้จึงจะขอกล่าวเฉพาะที่มีหลักฐานยืนยันค่อนข้างจะชัดเจนว่ามีการเล่นกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง พยานหลักฐานสำคัญที่จะยืนยันหรืออ้างอิงได้ดีที่สุด น่าจะเป็นบทกวีในวรรณคดีต่าง ๆ ของแต่ละยุคสมัยที่ร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ”เช่น
     1.ปี พ.ศ. 2276-2301 (ค.ศ. 1733-1758) ในยุคสมัย “พระเจ้าบรมโกศ” ครอง “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นยุคที่วรรณคดีหรือวัฒนธรรมด้านอักษรศาสตร์เฟื่องฟู ก็มีกวีหลายบทเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ”
     2.ปี พ.ศ. 2352-2366 (ค.ศ. 1809-1823) เป็นยุคตอนต้นของ “กรุงรัตนโกสินทร์” (กรุงเทพมหานคร) เป็นเมืองหลวง สมัย “พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” (รัชกาลที่ 2) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในพระราชนิพนธ์ร้อยกรองของวรรณคดีเรื่อง“อิเหนา” และเรื่อง “สังข์ทอง” มีบทความร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ด้วย
     3.ปี พ.ศ. 2366-2394 (ค.ศ. 1823-1851) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ในบทกวีของ “สุทรภู่” กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้เขียนบทกวี นิราศเมืองสุพรรณ ในปี พ.ศ. 2384 (ค.ศ. 1841) มีร้อยถ้อยความเกี่ยวพันถึง “ตะกร้อ” ไว้เช่นกัน
 ต่อไปนี้คือลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญๆ ที่มีส่วนช่วยสนับสนุนแนวคิดว่า กีฬาตะกร้อเป็นกีฬาที่ชาวไทย หรือชาวสยามเล่นกันมาตั้งแต่สมัยอดีต
  --ปีพ.ศ. 2133-2149 (ค.ศ. 1590-1606) เดิมชื่อ “ประเทศสยาม” เมื่อครั้ง“สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย “กรุงศรีอยุธยา” เป็นเมืองหลวง คนไทยหรือคนสยาม มีการเริ่มเล่นตะกร้อที่ทำด้วย “หวาย” ซึ่งเป็นการเล่น “ตะกร้อวง” (ล้อมวงกันเตะ)
  -ปี พ.ศ. 2199-2231 (ค.ศ. 1656-1688) มีหลักฐานพอจะอ้างอิงได้ว่า ในสมัย “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคสมัย กรุงศรีอยุธยา เป็นเมืองหลวง มีคณะสอนศาสนาชาว “ฝรั่งเศส” มาพำนักในกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 22สิงหาคม 2205 (22 August 1662) มีการสร้างวัดนักบุญยอเซฟ นิกายโรมันคาทอริก ซึ่งมีบันทึกของ “บาทหลวง เดรียง โลเนย์” ว่าชาวสยามชอบเล่นตะกร้อกันมาก
  -ปี พ.ศ. 2315 (ค.ศ. 1771) เป็นช่วงหมดยุค “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นตอนต้นแห่งยุคสมัย “กรุงธนบุรี” เป็นเมืองหลวง ได้มีชาวฝรั่งเศสชื่อ “นายฟรังซัว อังรี ตุระแปง” ได้บันทึกในหนังสือชื่อ “HISTOIRE  DU  ROYAUME  DE  SIAM” พิมพ์ที่“กรุงปารีส” ระบุว่า “ชาวสยาม” ชอบเล่นตะกร้อในยามว่างเพื่อออกกำลังกาย
  -ปี พ.ศ. 2395 (ค.ศ. 1850) ในยุค “กรุงรัตนโกสินทร์” หรือ กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวง ยังมีข้ออ้างอิงในหนังสือชื่อ “NARATIVE  OF  A  FESIDENCE  IN  SIAM” ของชาวอังกฤษชื่อ “นายเฟรเดอริค อาร์   เซอร์นีล” ระบุว่ามีการเล่นตะกร้อในประเทศสยาม
  - ปี พ.ศ. 2468-2477 (ค.ศ. 1925-1934) ในยุคสมัย “กรุงรัตนโกสินทร์” เป็นเมืองหลวง สมัย “สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ (รัชกาลที่ 7) ได้มีการปรับปรุงหรือดัดแปลงการเล่นตะกร้อขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งมี “ตะกร้อลอดห่วง”, “ตะกร้อข้ามตาข่าย”, “ตะกร้อชิงธง”, “ตะกร้อพลิกแพลง” และ การติดตะกร้อตามร่างกาย”

ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ

ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ


ประวัติความเป็นมากีฬาตะกร้อ





ประวัติตะกร้อ








      จากการค้นคว้าหาหลักฐาน เกี่ยวกับต้นกำเนิดและ ความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ ในขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน ว่าจริงๆแล้วมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด แต่จากหลักฐานและการสันนิษฐานในปัจจุบัน ข้อสันนิษฐานต่างๆ มีการเชื่อมโยงไปยังประเทศต่อไปนี้ ซึ่งอาจจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาตะกร้อ ก็เป็นไปได้ มาดูข้อมูลกันเลย
           - ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 ขณะที่มาตั้งทัพอยู่ ณ ค่ายโพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า  ชิงลง
          - ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
          - ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak
          - ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูก หนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไป เผยแพร่ แต่เรียกว่า  เตกโก (Tek K'au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่
          - ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
          - สำหรับประเทศไทย ก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้าน ทักษะและความคิด  ประเทศไทยเองมีการการเล่นตะกร้อ มาอย่างต่อเนื่อง มีวิวัฒนาการมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำตะกร้อ จากสมัยแรกเป็นผ้า,หนังสัตว์,หวาย,จนถึงประเภทสารสังเคราะห์ (พลาสติก) ในปัจจุบัน



แท็กซ์ : ประวัติความเป็นมาของกีฬาตะกร้อ, ประวัติตะกร้อ, ประวัติตะกร้อไทย,ประวัติศาสตร์ตะกร้อ,ประวัติศาสตร์ตะกร้อไทย,ตระกร้อ, ตะกร้อ, ตะกร้อไทย